เมื่อธุรกิจรับชำระเงินเป็นจำนวนมาก รูปแบบการตรวจสลิปที่ต้องส่งคำขอและรอผลกลับในแต่ละครั้ง อาจไม่เหมาะกับงานบางประเภท โดยเฉพาะระบบหลังบ้าน งานกระทบยอด หรือช่วงที่มีรายการเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก
Async Verify จาก Thunder API จึงถูกออกแบบมาสำหรับระบบที่ต้องรองรับการตรวจสลิปจำนวนมาก พร้อมให้กระบวนการตรวจสอบและ Retry ทำงานต่อโดยอัตโนมัติในเบื้องหลัง โดยที่ฝั่งธุรกิจไม่ต้องจัดการทุก Request และคอยส่งรายการเดิมมาตรวจซ้ำด้วยตัวเอง

Async Verify คืออะไร?
ระบบที่ออกแบบมาสำหรับงานที่มีปริมาณการตรวจสอบสูง โดยไม่จำเป็นต้องรอผลลัพธ์ในทันที ระบบจะตอบกลับ 202 Accepted ก่อน แล้วประมวลผลต่อเบื้องหลัง พร้อมส่งผลลัพธ์ผ่าน Webhook หรือเรียกดูด้วย Job ID จึงเหมาะกับงาน Bulk, Reconciliation และ Workflow ที่มีธุรกรรมจำนวนมาก
Async Verify ทำงานอย่างไร?
สำหรับ Async Verify ทำงานเป็นลำดับตั้งแต่การส่งรายการเข้าระบบ การประมวลผลแต่ละ Job ไปจนถึงการส่งผลลัพธ์กลับมายังระบบของธุรกิจ โดยออกแบบมาให้รองรับการตรวจสอบสลิปจำนวนมากและทำงานต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอผลแบบทันที มาดูแต่ละขั้นตอนของ Async Verify ว่าทำงานอย่างไรบ้าง
1. ส่งสลิปหลายรายการด้วย Batch Processing
Batch Processing ใน Async Verify ช่วยให้ธุรกิจส่งข้อมูลสลิปหลายรายการเข้าตรวจสอบได้ภายใน Request เดียว โดยรองรับ 1–100 รายการต่อ Batch จึงช่วยลดจำนวน HTTP Request ที่ต้องส่งจากระบบ และเหมาะสำหรับธุรกิจที่มีธุรกรรมหรือรายการชำระเงินจำนวนมาก
เมื่อ Async Verify ได้รับ Batch แล้ว ระบบจะนำข้อมูลของแต่ละสลิปไปสร้างเป็น Job แยกกัน เพื่อประมวลผลและติดตามสถานะของแต่ละรายการอย่างอิสระ ทำให้หาก Job ใดเกิดปัญหาหรือมีผลลัพธ์ที่แตกต่างจากรายการอื่น ก็จะไม่กระทบต่อการทำงานของ Job รายการอื่นใน Batch เดียวกัน
พูดง่าย ๆ คือ Batch Processing เป็นการรวมหลายรายการไว้ใน Request เดียว แต่ยังคงแยกการประมวลผลและผลลัพธ์ของแต่ละสลิปออกจากกัน ช่วยให้ระบบจัดการงานตรวจสอบจำนวนมากได้สะดวกขึ้น พร้อมรองรับ Workflow ที่ต้องทำงานต่อเนื่องและเป็นอัตโนมัติมากขึ้น

2. Automatic Retry ตรวจสอบซ้ำเมื่อข้อมูลยังไม่พร้อม
หลังจากรายการถูกนำเข้าคิวแล้ว Async Verify จะดำเนินการตรวจสอบแต่ละ Job ต่อไป จุดสำคัญของขั้นตอนนี้ไม่ใช่เพียงการนำงานไปตรวจสอบ แต่รวมถึงการจัดการกรณีที่ข้อมูลธุรกรรมยังไม่พร้อมอีกด้วย ในการใช้งานจริง อาจมีบางรายการที่เพิ่งเกิดธุรกรรมขึ้น และข้อมูลจากต้นทางยังไม่พร้อมสำหรับการตรวจสอบในทันที Async Verify จึงมี Automatic Retry เข้ามาช่วยจัดการส่วนนี้
หากรายการเข้าเงื่อนไขสำหรับการ Retry ระบบจะนำ Job นั้นกลับไปตรวจสอบใหม่ให้อัตโนมัติอยู่เบื้องหลัง และหากตรวจพบข้อมูลในรอบใด ก็สามารถดำเนินการต่อได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครบจำนวนการ Retry ทั้งหมด
ต้องบอกเลยว่าสิ่งนี้ทำให้ฝั่งธุรกิจไม่จำเป็นต้องสร้างกระบวนการสำหรับคอยส่ง Request เดิมกลับมาตรวจซ้ำในทุกกรณี และเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของ Async Verify สำหรับระบบที่ต้องจัดการรายการจำนวนมาก
3. ตรวจสอบเสร็จ รับผลลัพธ์อัตโนมัติผ่าน Webhook Callback
เมื่อ Async Verify ตรวจสอบแต่ละ Job เสร็จ ระบบจะส่งผลลัพธ์กลับมายังธุรกิจผ่าน Webhook Callback โดยอัตโนมัติ จึงไม่ต้องเรียก API ซ้ำเพื่อเช็กสถานะของแต่ละรายการ เพียงตั้งค่า Callback URL ไว้ล่วงหน้า เมื่อรายการใดตรวจสอบเสร็จ ระบบจะส่งผลกลับไปยัง URL ที่กำหนดทันที จากนั้นธุรกิจสามารถนำผลไปทำงานต่อ เช่น จับคู่กับ Order, บันทึกข้อมูลการชำระเงิน หรืออัปเดตสถานะคำสั่งซื้อ
แม้จะส่งสลิปหลายรายการมาใน Batch เดียว แต่ผลลัพธ์ของแต่ละ Job จะถูกส่งกลับแยกกัน และสามารถใช้ Job ID เพื่อติดตามสถานะของรายการนั้นเพิ่มเติมได้ พูดง่าย ๆ คือ ส่งงาน → ระบบตรวจสอบเบื้องหลัง → ตรวจเสร็จเมื่อไหร่ก็ส่งผลกลับทันที ทำให้ Workflow ของธุรกิจทำงานต่อได้โดยไม่ต้องรอ

ก่อนใช้งาน Async Verify ต้องเตรียมอะไรบ้าง
ก่อนเริ่มใช้งาน Async Verify จาก Thunder API ธุรกิจควรเตรียมข้อมูลและระบบที่เกี่ยวข้องให้พร้อม โดยมี 2 ส่วนหลักคือ QR Payload และ Callback URL เพื่อให้การตรวจสอบสลิปและรับผลลัพธ์สามารถทำงานต่อเนื่องแบบอัตโนมัติ
1. เตรียม QR Payload จากสลิป
Async Verify ใช้ QR Payload ที่อ่านได้จาก QR Code บนสลิปเป็นข้อมูลสำหรับส่งเข้าตรวจสอบ ดังนั้น หากระบบของธุรกิจมี QR Payload อยู่แล้ว สามารถนำข้อมูลไปใช้งานกับ Async Verify ได้โดยตรง แต่หากระบบเริ่มต้นจาก รูปภาพสลิป จะต้องมีขั้นตอนสำหรับอ่านหรือถอดข้อมูล QR Code เพื่อให้ได้ QR Payload ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ Thunder API
2. ตั้งค่า Callback URL สำหรับรับผลตรวจสอบ
อีกส่วนที่สำคัญคือ Callback URL หรือปลายทางสำหรับรับผลการตรวจสอบ เมื่อ Async Verify ประมวลผลแต่ละรายการเสร็จ ระบบจะส่งผลลัพธ์กลับมายัง Callback URL ที่ธุรกิจกำหนดไว้ผ่าน Webhook
ฝั่งธุรกิจจึงสามารถนำผลการตรวจสอบที่ได้รับไปทำงานต่อใน Workflow ได้ทันที เช่น
- จับคู่ผลตรวจสอบกับ Order ID
- บันทึกข้อมูลการชำระเงิน
- อัปเดตสถานะคำสั่งซื้อ
- ตรวจสอบยอดเงินและข้อมูลธุรกรรม
- ส่งต่อข้อมูลไปยังระบบหลังบ้านหรือ CRM
ดังนั้น ก่อนใช้ Async Verify ควรเตรียม QR Payload สำหรับส่งตรวจสอบ และ Callback URL สำหรับรับผลลัพธ์ผ่าน Webhook เพื่อให้ Thunder API สามารถทำงานร่วมกับ Workflow ของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและเป็นอัตโนมัติ
Async Verify ช่วยให้ระบบจัดการงานปริมาณมากได้คล่องขึ้น
เมื่อ Batch Processing, Automatic Retry และ Webhook Callback ทำงานร่วมกัน ระบบจะสามารถรับรายการจำนวนมากเข้ามาจัดการ ตรวจสอบต่อในเบื้องหลัง และส่งผลกลับไปยังระบบของธุรกิจได้อัตโนมัติมากขึ้น
จึงช่วยลดภาระในการส่ง Request จำนวนมาก ลดการนำรายการเดิมกลับมาตรวจซ้ำ และลดการคอยติดตามผลของแต่ละรายการด้วยตัวเอง เพราะ Async Verify จาก Thunder API ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแทนการตรวจสอบแบบ Sync ในทุกกรณี แต่เป็นอีกทางเลือกสำหรับระบบที่ต้องรองรับสลิปจำนวนมาก หรือมีรายการเข้ามาพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน และต้องการให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินต่อได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: Async Verify คืออะไร?
A: Async Verify คือระบบตรวจสอบสลิปผ่าน Thunder API ที่สามารถประมวลผลเบื้องหลังโดยไม่ต้องรอผลลัพธ์ทันที และส่งผลกลับผ่าน Webhook หรือใช้ Job ID เพื่อติดตามสถานะได้
Q: Async Verify รองรับการตรวจสอบสลิปจำนวนมากหรือไม่?
A: รองรับ โดยสามารถส่งข้อมูลแบบ Batch ได้สูงสุด 100 รายการต่อ Batch และระบบจะแยกแต่ละรายการเป็น Job เพื่อประมวลผลแยกกัน
Q: Async Verify ส่งผลตรวจสอบกลับมาอย่างไร?
A: เมื่อแต่ละ Job ตรวจสอบเสร็จ ระบบจะส่งผลลัพธ์กลับผ่าน Webhook Callback ไปยัง Callback URL ที่ธุรกิจกำหนดไว้ ทำให้สามารถนำผลไปทำงานต่อใน Workflow ได้ทันที
Q: Async Verify เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?
A: เหมาะกับธุรกิจที่ต้องตรวจสอบสลิปหรือธุรกรรมจำนวนมาก เช่น ระบบที่มีรายการเข้าพร้อมกัน งาน Bulk Processing, Reconciliation และ Workflow ที่ต้องการประมวลผลข้อมูลอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอผลทีละรายการ
เริ่มต้นใช้งาน Async Verify เชื่อมต่อ Thunder API เข้ากับ Workflow ของคุณได้เลย
- อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://document.thunder.in.th/th/v2/async/bank/


